วิกฤต ตะวันออกกลางกระทบหนัก"อิตาเลียนไทย" ชะลอก่อสร้างเมืองใหม่ลิเบีย-บาห์เรน 3หมื่นล้าน นักธุรกิจไทย เทรดเดอร์-ร้านอาหารในอียิปต์โอดสงครามล้มผู้นำกระทบยอดขาย 1,400 ล้านบาท ท่าเรือปิดส่งมอบสินค้าไม่ได้ ร้านอาหารต้องปิดกว่า 1 เดือน ส่วน ปตท.สผ.สั่งอพยพคนออก ด้านกรมส่งเสริมการส่งออกอียิปต์เตรียมจัดงานไคโรแฟร์ ฟื้นตลาดการค้าการลงทุนไทย ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ถ้าราคาน้ำมันเกิน 120 เหรียญต่อบาร์เรล เศรษฐกิจชะงักแน่
จากการประท้วงในตะวันออกกลางที่ขยายวงและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยที่ไปลงทุนโดยนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีงานก่อสร้างที่ประเทศลิเบีย มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างเมืองใหม่ ภายในโครงการประกอบด้วยที่อยู่อาศัยจำนวน 4,000 ยูนิต นอกนั้นมีอาคารพาณิชย์ โรงเรียน ตลาด คอมมิวนิตี้มอลล์ เป็นต้น โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลลิเบีย ซึ่งบริษัทได้ร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่นเข้าร่วมประมูลงาน และเซ็นสัญญาก่อสร้างไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มลงมือก่อสร้าง เนื่องจากยังติดปัญหาหลายอย่าง ส่วนหนึ่งมาจากลิเบียเป็นประเทศที่เพิ่งเปิดให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไป ลงทุน การเข้าไปรับงานจึงค่อนข้างยาก
หลังเกิดปัญหาทางการเมืองในตะวันออกกลางและแอฟริกา บริษัทคงต้องชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน โดยให้ผู้บริหารที่บริษัทส่งไปเตรียมพร้อมเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้ว จากนี้ไปต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ เนื่องจากบริษัทมีงานอยู่ในมือมากอีกหลายหมื่นล้านบาท
ด้านแหล่งข่าวจาก บมจ.อิตาเลียนไทยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานก่อสร้างที่ประเทศลิเบียอาจจะต้องชะลอยาว เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาอุปสรรคมาก เพราะเป็นประเทศเปิดใหม่ และมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่น การทำวีซ่า ที่สำคัญสถาบันการเงินในประเทศไทยไม่กล้าสนับสนุนเงินสินเชื่อสำหรับใช้วาง เป็นหลักประกันในการก่อสร้างโครงการ
นอกจากนี้บริษัทยังประมูลงานก่อ สร้างที่ประเทศบาห์เรนได้อีก มูลค่าประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท เป็นงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย จำนวน 5,000 ยูนิต ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาก่อสร้าง แต่ประเมินจากสถานการณ์การเมืองภายในของประเทศบาห์เรนที่รุนแรงไม่แพ้ประเทศ ลิเบียแล้ว คงต้องชะลอโครงการออกไปอีกเช่นกัน
@เทรดเดอร์ส่งมอบสินค้าไม่ได้
นาง สาวเชอร์รี่ วงศ์โกมลเชษฐ์ เจ้าของร้านอาหารบัวขาว ร้านอาหารไทยในอียิปต์ ลิเบีย และบาห์เรน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอ ไทย คอร์ปอเรชัน จำกัด เปิดเผยว่า การชุมนุมประท้วงในประเทศอียิปต์ ลิเบีย บาห์เรน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยกิจการนำเข้าสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร คิดเป็นมูลค่า 1,400 ล้านบาท และธุรกิจร้านอาหารราว 100 ล้านบาท
�
1 เดือนที่ผ่านมามีการปิดพอร์ต 2 แห่ง คือ ในซาอิส และอเล็กซานเดรีย จึงไม่สามารถขนส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในอียิปต์ได้ โดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งทางบริษัทจะเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับโรงแรมต่าง ๆ ในอียิปต์ และสินค้าน้ำตาล ซึ่งบริษัทได้รับคำสั่งซื้อมาจากผู้ผลิตน้ำผลไม้ มูลค่าราว 10 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่สามารถส่งมอบให้ได้Ž
โดยล่าสุดบริษัทได้นำคณะ ผู้บริหารบริษัทยูนิลีเวอร์ อียิปต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าของบริษัท เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าที่ทางยูนิลีเวอร์สั่งซื้อ ได้แก่ สินค้าเครื่องปรุงรสจากง่วนเชียง เป็นซีอิ๊วขาวและซีอิ๊วขาวเห็ดหอม น้ำจิ้มไก่ น้ำพริกศรีราชาจากบริษัทพันท้ายนรสิงห์ และน้ำปลาตราหอยนางรม มูลค่าราว 80 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังสนใจสินค้าไก่สด ข้าวจากไทย
@ ปิดร้านอาหารในอียิปต์ บาห์เรน ลิเบีย
นาง สาวเชอร์รี่กล่าวว่า ขณะที่ธุรกิจร้านอาหาร ทั้งในอียิปต์ ลิเบีย บาห์เรน ซึ่งมีจำนวนสาขากว่า 12 สาขา ต้องปิดดำเนินการ เพราะแม่ครัวและคนงานชาวไทยที่มีอยู่ 70 คน ต้องเดินทางกลับเมืองไทย 30-40 คน ประกอบกับการขนส่งสินค้าอาหารและวัตถุดิบไม่สามารถทำได้ ทางร้านในอียิปต์ต้องปิดดำเนินการไปเป็นระยะเวลาร่วม 1 เดือน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 90 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความรุนแรงในบาห์เรนกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทางร้านต้องปิดให้บริการ 3 สาขามาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจรุนแรงกว่าอียิปต์ เพราะตลาดบาห์เรนเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงกว่า
�
ขณะนี้ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานส่งเสริมการค้าฯในอียิปต์ ในการประสานติดต่อต่าง ๆ ดี แต่ก็ยังเป็นห่วงเรื่องการแบกรับภาระต้นทุนที่ยังไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ต้องค้างไว้ที่ท่าเรือบ้าง ขนขึ้นฝั่งไม่ได้บ้าง ก็เป็นต้นทุนของบริษัท ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในต่างประเทศอย่างไร หรือไม่Ž นางสาวเชอร์รี่กล่าว
@ เตรียมจัด �ไคโรแฟร์Ž
นาย ประกิจ ศิวะรัตนธำรง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ กรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ขณะนี้เหตุการณ์ทางการเมืองของอียิปต์เริ่มคลี่คลาย หลังจากนี้กรมจะปรับแผนการทำตลาดในอียิปต์ใหม่ โดยจะจัดเป็นงานแสดงสินค้าของไทยเอง หรือไทยแลนด์เอ็กซิบิชั่น จากเดิมที่การทำตลาดไทยจะเน้นเข้าร่วมจัดงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ในอียิปต์ เพื่อเร่งฟื้นการค้าและการลงทุนของไทย
ส่วนการจัดงานแสดงสินค้าไคไรแฟร์ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17-26 มี.ค.นี้ ต้องรอดูผลตอบรับว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากน้อยแค่ไหน แต่กรมจะผลักดันผู้ส่งออกของไทยให้ไปเข้าร่วมด้วย โดยในปีนี้ยังคงตั้งเป้าหมายการส่งออกอียิปต์ไม่น้อยกว่า 15% จากปี 2553 ที่มีการส่งออกมูลค่า 760 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ อาหาร และขณะนี้กำลังผลักดันที่จะเร่งส่งออกไก่ทั้งตัวไปตลาดอียิปต์ด้วย
ส่วน การส่งออกไปตลาดลิเบียปีนี้จะยังขยายตัว 10-20% จากปี 2553 ที่มีการส่งออก 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสินค้าส่งออกได้แก่ ชิ้นส่วนรถยนต์และกลุ่มอาหาร เช่น ปลากระป๋อง ผลไม้กระป๋อง เป็นต้น
@ ปตท.สผ.อพยพคนออก
นาย อนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า ปตท.สผ.มีการลงทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในตะวันออกกลาง 4 ประเทศ คือ 1.อียิปต์ โครงการโรมมานา ปตท.สผ.ถือหุ้น 30% กับโครงการซิดิ อับ เอล รามาน ออฟชอร์แปลงนี้ ปตท.สผ.ถือหุ้น 30% 2.บาห์เรน โครงการบาห์เรน 2 ปตท.สผ.ถือหุ้น 100% อยู่ในฐานะผู้บริหารโครงการทั้งหมด
3.โอมาน โครงการโอมาน 44 ปตท.สผ.ถือหุ้น 100% อยู่ในฐานะผู้บริหารโครงการทั้งหมด และ 4.แอลจีเรีย โครงการแอลจีเรีย 433A กับ 416B ในแหล่ง Bir Seba ปตท.สผ.ถือหุ้น 35% กับโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ปตท.สผ.ถือหุ้น 24.5%
ทั้ง 4 โครงการนี้มีโครงการโอมาน 44 เพียงแปลงเดียวเท่านั้นที่ ปตท.สผ.ดำเนินการผลิตปิโตรเลียม ขณะที่อีก 3 ประเทศที่เหลือกำลังอยู่ในช่วงของการสำรวจและพัฒนาแหล่ง
เราถอนคนออกจากประเทศที่มีความวุ่นวายทั้งหมดคือ อียิปต์กับบาห์เรน เหลือเฉพาะที่จำเป็น แต่ให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย และเตรียมแผนสำรองว่า หากเกิดเหตุการณ์บานปลายก็พร้อมที่จะอพยพทันที ตอนนี้อียิปต์ บาห์เรนอยู่ระหว่างสำรวจ ส่วนที่แอลจีเรียร่วมทุนชิลี ทั้ง 2 แปลงยังไม่มีความคืบหน้า สามารถหยุดหรือชะลอโครงการออกไปได้ มีที่โอมานเพียงแปลงเดียวคือ แปลง 44 ที่เราผลิตอยู่Ž นายอนนต์กล่าว
@ ส่งออกไป ตอ.กลาง 0.3%
สำหรับ ความกังวลถึงผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในกลุ่มตะวันออกกลางนั้น นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะเป็นตลาดส่งออกขนาดเล็กประมาณ 0.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หากสถานการณ์คลี่คลายและยุติลงก็จะเป็นโอกาสการส่งออกสินค้าอาหารของไทยทั้ง อาหารกระป๋อง อาหารทะเล และยางพารา
@ ผลต่อ ศก.ไทยไม่น่าห่วง
นาย ปรีดี ดาวฉาย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากเหตุการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือสิ้นสุดลงได้โดยเร็ว ไม่น่ากระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจปี 2554 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งอยู่ที่ 4.0-5.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย แม้จะมีทิศทางเร่งตัวขึ้น แต่ก็ยังคงมีค่าเฉลี่ยของทั้งปี 2554 ไม่เกิน 4.0% แต่ก็ต้องดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยืนระดับเหนือ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีแล้ว ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยก็อาจมีความรุนแรงขึ้นตามไปด้วย
การประท้วงในตะวันออกกลางที่ขยายวงและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ได้ดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2551 โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ก่อนจะปรับลงมาแกว่งตัวในระดับราว 110 ดอลลาร์
@ น้ำมันเกิน 120 เหรียญ ศก.โลกชะงัก
ด้าน รอยเตอร์สอ้างความคิดเห็นของบรรดานักวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันแพงจะคุกคามและส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ แข็งแกร่งนัก และอาจมีโอกาสทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) รอบใหม่ หรือเศรษฐกิจชะงักงัน (stagflation) และหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป
ทั้งนี้ภูมิภาคและประเทศต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจของตนแข็งแกร่งเพียงใด และเป็นประเทศผู้ส่งออกหรือประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน โดยดอยช์แบงก์ชี้ว่า ราคาน้ำมัน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นระดับที่จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป
ส่วนในแง่แรงกดดันต่อเงินเฟ้อนั้น แอนดรู แคลร์ นักวิเคราะห์ของฟาทอม คอนซัลติ้ง ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ 120 ดอลลาร์จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษและยุโรปเพิ่มอีก 0.5% แต่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.5% เพราะสหรัฐบริโภคน้ำมันมากกว่าและเก็บภาษีเชื้อเพลิงต่ำกว่า
โดยนักวิเคราะห์มองว่าความวิตกเงินเฟ้อที่เป็นผลจากความวุ่นวายใน ลิเบียและตะวันออกกลางอาจกดดันให้ธนาคารกลางยุโรปต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างเร็วที่สุดในไตรมาส 3 ของปีนี้ พร้อมเตือนว่า การตัดสินใจใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเขตยูโรโซน ซึ่งกำลังต่อสู้กับวิกฤตหนี้สาธารณะอยู่ในปัจจุบัน
@เตรียมย้ายแรงงานลิเบีย
นาย สุพจน์ บุญเจริญ ผู้อำนวยการกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมด้านข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงผลการประชุมร่วมกับบริษัทผู้รับอนุญาตจัดหางานที่จัดส่งคนหางานไปทำ งานในประเทศ 30 บริษัท เพื่อรวบรวมข้อมูลคนงานไทยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันของคนงานไทยในแคมป์งานที่ประเทศลิเบียและใกล้เคียง เพื่อการวางแผนเกี่ยวกับเส้นทางและวิธีการเคลื่อนย้ายแรงงาน สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำลิเบียที่เมืองตริโปลีได้ประสานกับนายจ้างและหัว หน้าคนงาน Camp Boss อย่างใกล้ชิด โดยคนงานไทยได้รับทราบถึงแผนการเคลื่อนย้ายในสถานการณ์ฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
27 February 2011
24 February 2011
ปาล์มวางเต็มแผง
ไม่พบกักตุนในห้างใหญ่‘หญิงหน่อย’อัดปั่นราคา
"เทพเทือก" โล่ง ปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มเริ่มคลี่คลายทยอยออกสู่ตลาด หลังสรุปแก้ปัญหาวันเดียวพรึบ เรียงเต็มชั้นวางของห้างดัง กระทรวงพาณิชย์ก็เด้งรับ เปิดประมูลซื้อน้ำมันปาล์มกึ่งสำเร็จรูป 3 หมื่นตันลุล่วง แถมได้ราคา ถูกกว่าที่เคยซื้อรอบแรก ส่วนดีเอสไอลุยตรวจบิ๊กซี-โลตัส ไม่พบกักตุน เร่งตรวจค้นโรงงานน้ำมันปาล์มที่อยู่ในข่ายกักตุน ก่อนสรุปผลการตรวจสอบเสนอนายกฯ "สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" โยนรัฐบาลต้องรับผิดชอบปัญหาปาล์ม โวยปั่นราคาเองแก้เองด้วยเงินภาษีของประชาชน
หลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เรียกประชุมทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์ม จนได้ผลสรุปให้กระทรวงพลังงานส่งปาล์มดิบที่สต๊อกไว้ผลิตไบโอดีเซลให้โรง กลั่นผลิตน้ำมันปาล์ม 11 ล้านขวด ภายใน 3 วัน และให้สมาคมโรงกลั่นนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มอีก 3 หมื่นตัน ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เผยว่า ข้อสรุปของที่ประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชนมากที่สุดแล้ว วันนี้จะมีการประมูลซื้อน้ำมัน 3 หมื่นตัน โดยให้เอกชนเป็นผู้ซื้อเองแต่มีองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้ควบคุม ซึ่งตนได้สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเจ้าหน้าที่ไปนั่งดูการประมูลด้วย เพื่อจะได้เป็นประโยชน์สำหรับการสืบสวนดำเนินคดีที่ได้รับมอบหมายไปก่อนแล้ว
ผู้ สื่อข่าวถามว่า หากวันนี้ประชาชนไปซื้อน้ำมันไม่ได้ในราคาลิตรละ 47 บาท จะดำเนินการอย่างไร สามารถเอาผิดกับผู้ขายได้หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า "ใครที่ขายเกินผมก็จับ ไม่มีประนีประนอม ใครทำผิดแนวทางจับได้เลย เมื่อวานก็ซักซ้อมกับดีเอสไอในที่ประชุมคณะกรรมการฯ แล้ว" นายสุเทพกล่าวและว่า เชื่อว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันหมดไป ประชาชนมั่นใจได้ว่ามีน้ำมันบริโภคแน่นอน ส่วนน้ำมันใหม่จะเริ่มออกได้ภายใน 3 วัน โดยจะเป็นฝาสีชมพู แต่น้ำมันฝาสีฟ้าก็ยังมีจำหน่ายอยู่ ประชาชนไม่ต้องแตกตื่นหรือตกใจว่าน้ำมันจะขาด ตนจะติดตามดูแลให้
ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะเร่งกระจายน้ำมันปาล์มฝาจุกสีฟ้าที่เหลืออีก 5.8 ล้านขวด ออกขายให้ประชาชนแบบไม่จำกัดราคาขวดละ 47 บาท จึงขอให้ทุกฝ่ายอย่ากักตุนและประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะมีสินค้าจำหน่ายเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน ส่วนน้ำมันปาล์มรอบใหม่ 45,000 ตัน กระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนฝาจุกจากสีฟ้าเป็นสีชมพูเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ และจะผลิตออกเป็นน้ำมันปาล์มจำหน่ายได้ถึง 30 ล้านขวด
ขณะที่นาง วัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. ได้ปรับวิธีกระจายน้ำมันปาล์มที่เหลือเกือบ 6 ล้านขวด ขายผ่านห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ แต่ระยะสั้น บางพื้นที่อาจมีปัญหาไม่เพียงพอเพราะอยู่ในช่วงขนส่ง แต่ประชาชนทั่วประเทศจะหาซื้อได้ปกติภายใน 2-3 วัน อีกทั้งในปลายสัปดาห์ยังมีการนำน้ำมันปาล์มในประเทศอีก 15,000 ตัน มาผลิตเพื่อบริโภค ส่งผลให้มีน้ำมันปาล์มขายในตลาดเพิ่มอีก 11 ล้านขวด ส่วนการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์รอบ 2 อีก 120,000 ตัน คาดว่าจะนำเข้า 30,000 ตันแรกได้ภายใน 15 วัน สามารถผลิตได้ 22 ล้านขวด ขณะนี้ภาครัฐได้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าหลังจากนี้การซื้อน้ำมันปาล์มจะมีความคล่องตัวมากขึ้น ประชาชนจึงไม่ควรซื้อเกินความต้องการ
ด้านนายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวภายหลังเปิดประมูลนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ 30,000 ตัน ตามมติของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ว่า มีผู้เสนอราคา 8 ราย อคส.สามารถเจรจาต่อรองราคาจนได้ราคาสุดท้ายหรือเป็นราคาต่ำที่สุด ผู้ชนะคือ บริษัทวิลมาร์ เทรดดิ้ง จากสิงคโปร์ เสนอราคาขายตันละ 1,258 เหรียญสหรัฐฯ หรือกิโลกรัมละ 38.99 บาท จะขนส่งถึงไทยวันที่ 7 มี.ค.นี้ โดยโรงกลั่นที่ได้รับการจัดสรรทั้ง 10 แห่ง จะมารับน้ำมันปาล์มไปบรรจุขวดเพื่อกระจายไปยังผู้บริโภคต่อไป การนำเข้าครั้งนี้ถือเป็นการนำเข้ารอบ 2 หลังจากรอบแรกนำเข้าไปแล้ว 30,000 ตัน เมื่อปลายเดือน ม.ค. แต่เป็นราคาซื้อที่ต่ำกว่ารอบแรก โดยราคาเสนอซื้อขณะนั้นอยู่ที่ตันละ 1,289 เหรียญฯ หรือเฉลี่ย กก.ละ 39.57 บาท ทำให้ รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้โรงกลั่นที่ได้รับการจัดสรรลดลงเฉลี่ย กก.ละ 1.80 บาท หรือใช้งบทั้งสิ้น 96 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องใช้งบชดเชย 150 ล้านบาท
ด้านนายอภิชาต จงสกุล เลขาฯ สศก. เผยว่า ในสัปดาห์นี้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มและกระทรวงพาณิชย์จะเริ่มจัดสรรโควตา น้ำมันปาล์มในประเทศ 15,000 ตัน และน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์นำเข้า 30,000 ตัน ตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ให้แก่โรงกลั่นทั้ง 10 แห่ง โดยใช้เกณฑ์การจัดสรรตามประวัติการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบของโรงกลั่นแต่ละ แห่ง หากโรงกลั่นใดมีประวัติว่ารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบมากจะได้รับจัดสรรโควตามาก หลังจากนั้นโรงกลั่นทุกรายจะต้องรายงานให้กรมการค้าภายในและกรมสอบสวนคดี พิเศษทราบความคืบหน้าว่า นำไปผลิตน้ำมันปาล์มสำเร็จรูปได้เท่าใด นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังสั่งการว่า ในอนาคตการส่งออกและนำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก กนป.ทุกครั้ง เพื่อป้องกันน้ำมันปาล์มในประเทศขาดแคลนซ้ำ
ต่อมาเวลา 11.00 น. พ.อ.ชัชนันท์ เชื้ออำนาจ หัวหน้าส่วนสืบสวน สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินทางไปตรวจสอบการขายน้ำมันปาล์มในตลาดยิ่งเจริญ ห้างบิ๊กซี และห้างเทสโก้ โลตัส สาขาสะพานใหม่ แล้ว เปิดเผยว่า ในตลาดยิ่งเจริญไม่มีน้ำมันปาล์มขายเลย แต่ในซุปเปอร์ฯของตลาดยิ่งเจริญมีวางอยู่ 7 ลัง และอีก 132 ลัง ในสต๊อกเพื่อส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารในตลาดยิ่งเจริญ ส่วนในห้างบิ๊กซีและห้างเทสโก้ โลตัส สาขาสะพานใหม่ พบว่ามีน้ำมันปาล์มยี่ห้อเกสรและหยกวางจำหน่ายในชั้นของห้างเต็ม ผลการตรวจสอบไม่พบการกักตุน แต่มีข้อสังเกตว่า ทำไมก่อนการประชุมคณะกรรมการปาล์มแห่งชาติ ในห้างไม่ค่อยมีวางจำหน่าย เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีคำสั่งให้นำเข้าน้ำมันปาล์มอีก 3 หมื่นตัน บรรจุขวดฝาสีชมพูขาย เลยมีน้ำมันปาล์มในชั้นวางของห้างเต็มพรึบไปหมด
พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนกรณีการกักตุน น้ำมันปาล์ม กล่าวว่า สำหรับโควตาน้ำมันปาล์มดิบที่นำเข้ามา 3 หมื่นตัน ดีเอสไอได้ตรวจสอบแล้วเป็นบันทึกข้อตกลงด้านการบริหารจัดการที่ทำกันแบบ หลวมๆจึงไม่มีผลพันธะทางกฎหมาย ขณะนี้ดีเอสไอเดินทางไปตรวจสอบบริษัทน้ำมันปาล์มแห่งที่ 9 ที่ได้รับโควตาในจังหวัดชุมพร และแห่งสุดท้ายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะเข้าตรวจสอบในวันพฤหัสฯ คาดว่าอีก 2-3 วัน จะสรุปรายงานต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อไป เบื้องต้นยังไม่พบการกักตุนน้ำมันปาล์ม
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย กล่าวว่า คนที่ต้องรับผิดชอบปัญหาน้ำมันปาล์มโดยตรงคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธาน กนป. ที่ต้องควบคุมปริมาณความต้องการและการผลิตให้สมดุล ไม่ใช่โทษแต่กระทรวงพาณิชย์ฝ่ายเดียว ส่วนมติ กนป.ที่ออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. มองว่าไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น และไม่จำเป็นต้องนำเงินภาษีของประชาชนกว่า 200 ล้านไปจ่ายชดเชยอะไร เพราะในเดือน มี.ค. ปาล์มสดก็ออกมาตามฤดูกาล มีน้ำมันปาล์มออกมามากมายโดยไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องรีบแสดงฝีมือแก้ไขคือ การทำให้ราคาสินค้าที่ขึ้นราคาไปแล้วจากการปั่นราคาของรัฐบาลกลับมาอยู่ที่ เดิม ถึงจะแก้ความเดือดร้อนของประชาชนได้
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า การประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการทำงานรัฐบาล (คตร.) พรรคเพื่อไทย พูดถึงมติของคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติที่ออกมาล่าสุดว่าเป็นไป ตามคาด รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชน ได้ แกล้งโง่เพื่อหาเงิน เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย จงใจเอื้อประโยชน์ นอกจากนักการเมือง "ส.-พ.-อ." แล้ว ยังมี 5 เสือพ่อค้าที่คนในวงการน้ำมันปาล์มรู้จักกันดีอีกด้วย เรียกว่ารวยกันสะดือปลิ้น หลังคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีมติออกมาแบบตั้งธงมาก่อน วันนี้ประชาชนผู้บริโภคน้ำมันปาล์มถูกหลอกทั่วประเทศ เป็นละครที่คนในรัฐบาลสร้างขึ้นหวังที่จะได้ทั้งเงินทั้งกล่อง วันนี้จากที่ทะเลาะกันก็เคลียร์กันจบ โดยประชาชนเป็นผู้รับกรรม เงินที่รัฐบาลเอาไปชดเชยก็คือภาษีของประชาชน เรียกว่า ครม.สวาปาล์มคอนเน็กชั่น
"เทพเทือก" โล่ง ปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มเริ่มคลี่คลายทยอยออกสู่ตลาด หลังสรุปแก้ปัญหาวันเดียวพรึบ เรียงเต็มชั้นวางของห้างดัง กระทรวงพาณิชย์ก็เด้งรับ เปิดประมูลซื้อน้ำมันปาล์มกึ่งสำเร็จรูป 3 หมื่นตันลุล่วง แถมได้ราคา ถูกกว่าที่เคยซื้อรอบแรก ส่วนดีเอสไอลุยตรวจบิ๊กซี-โลตัส ไม่พบกักตุน เร่งตรวจค้นโรงงานน้ำมันปาล์มที่อยู่ในข่ายกักตุน ก่อนสรุปผลการตรวจสอบเสนอนายกฯ "สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" โยนรัฐบาลต้องรับผิดชอบปัญหาปาล์ม โวยปั่นราคาเองแก้เองด้วยเงินภาษีของประชาชน
หลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เรียกประชุมทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์ม จนได้ผลสรุปให้กระทรวงพลังงานส่งปาล์มดิบที่สต๊อกไว้ผลิตไบโอดีเซลให้โรง กลั่นผลิตน้ำมันปาล์ม 11 ล้านขวด ภายใน 3 วัน และให้สมาคมโรงกลั่นนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มอีก 3 หมื่นตัน ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เผยว่า ข้อสรุปของที่ประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชนมากที่สุดแล้ว วันนี้จะมีการประมูลซื้อน้ำมัน 3 หมื่นตัน โดยให้เอกชนเป็นผู้ซื้อเองแต่มีองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้ควบคุม ซึ่งตนได้สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเจ้าหน้าที่ไปนั่งดูการประมูลด้วย เพื่อจะได้เป็นประโยชน์สำหรับการสืบสวนดำเนินคดีที่ได้รับมอบหมายไปก่อนแล้ว
ผู้ สื่อข่าวถามว่า หากวันนี้ประชาชนไปซื้อน้ำมันไม่ได้ในราคาลิตรละ 47 บาท จะดำเนินการอย่างไร สามารถเอาผิดกับผู้ขายได้หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า "ใครที่ขายเกินผมก็จับ ไม่มีประนีประนอม ใครทำผิดแนวทางจับได้เลย เมื่อวานก็ซักซ้อมกับดีเอสไอในที่ประชุมคณะกรรมการฯ แล้ว" นายสุเทพกล่าวและว่า เชื่อว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันหมดไป ประชาชนมั่นใจได้ว่ามีน้ำมันบริโภคแน่นอน ส่วนน้ำมันใหม่จะเริ่มออกได้ภายใน 3 วัน โดยจะเป็นฝาสีชมพู แต่น้ำมันฝาสีฟ้าก็ยังมีจำหน่ายอยู่ ประชาชนไม่ต้องแตกตื่นหรือตกใจว่าน้ำมันจะขาด ตนจะติดตามดูแลให้
ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะเร่งกระจายน้ำมันปาล์มฝาจุกสีฟ้าที่เหลืออีก 5.8 ล้านขวด ออกขายให้ประชาชนแบบไม่จำกัดราคาขวดละ 47 บาท จึงขอให้ทุกฝ่ายอย่ากักตุนและประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะมีสินค้าจำหน่ายเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน ส่วนน้ำมันปาล์มรอบใหม่ 45,000 ตัน กระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนฝาจุกจากสีฟ้าเป็นสีชมพูเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ และจะผลิตออกเป็นน้ำมันปาล์มจำหน่ายได้ถึง 30 ล้านขวด
ขณะที่นาง วัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. ได้ปรับวิธีกระจายน้ำมันปาล์มที่เหลือเกือบ 6 ล้านขวด ขายผ่านห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ แต่ระยะสั้น บางพื้นที่อาจมีปัญหาไม่เพียงพอเพราะอยู่ในช่วงขนส่ง แต่ประชาชนทั่วประเทศจะหาซื้อได้ปกติภายใน 2-3 วัน อีกทั้งในปลายสัปดาห์ยังมีการนำน้ำมันปาล์มในประเทศอีก 15,000 ตัน มาผลิตเพื่อบริโภค ส่งผลให้มีน้ำมันปาล์มขายในตลาดเพิ่มอีก 11 ล้านขวด ส่วนการนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์รอบ 2 อีก 120,000 ตัน คาดว่าจะนำเข้า 30,000 ตันแรกได้ภายใน 15 วัน สามารถผลิตได้ 22 ล้านขวด ขณะนี้ภาครัฐได้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าหลังจากนี้การซื้อน้ำมันปาล์มจะมีความคล่องตัวมากขึ้น ประชาชนจึงไม่ควรซื้อเกินความต้องการ
ด้านนายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวภายหลังเปิดประมูลนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ 30,000 ตัน ตามมติของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ว่า มีผู้เสนอราคา 8 ราย อคส.สามารถเจรจาต่อรองราคาจนได้ราคาสุดท้ายหรือเป็นราคาต่ำที่สุด ผู้ชนะคือ บริษัทวิลมาร์ เทรดดิ้ง จากสิงคโปร์ เสนอราคาขายตันละ 1,258 เหรียญสหรัฐฯ หรือกิโลกรัมละ 38.99 บาท จะขนส่งถึงไทยวันที่ 7 มี.ค.นี้ โดยโรงกลั่นที่ได้รับการจัดสรรทั้ง 10 แห่ง จะมารับน้ำมันปาล์มไปบรรจุขวดเพื่อกระจายไปยังผู้บริโภคต่อไป การนำเข้าครั้งนี้ถือเป็นการนำเข้ารอบ 2 หลังจากรอบแรกนำเข้าไปแล้ว 30,000 ตัน เมื่อปลายเดือน ม.ค. แต่เป็นราคาซื้อที่ต่ำกว่ารอบแรก โดยราคาเสนอซื้อขณะนั้นอยู่ที่ตันละ 1,289 เหรียญฯ หรือเฉลี่ย กก.ละ 39.57 บาท ทำให้ รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้โรงกลั่นที่ได้รับการจัดสรรลดลงเฉลี่ย กก.ละ 1.80 บาท หรือใช้งบทั้งสิ้น 96 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องใช้งบชดเชย 150 ล้านบาท
ด้านนายอภิชาต จงสกุล เลขาฯ สศก. เผยว่า ในสัปดาห์นี้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มและกระทรวงพาณิชย์จะเริ่มจัดสรรโควตา น้ำมันปาล์มในประเทศ 15,000 ตัน และน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์นำเข้า 30,000 ตัน ตามมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ให้แก่โรงกลั่นทั้ง 10 แห่ง โดยใช้เกณฑ์การจัดสรรตามประวัติการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบของโรงกลั่นแต่ละ แห่ง หากโรงกลั่นใดมีประวัติว่ารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบมากจะได้รับจัดสรรโควตามาก หลังจากนั้นโรงกลั่นทุกรายจะต้องรายงานให้กรมการค้าภายในและกรมสอบสวนคดี พิเศษทราบความคืบหน้าว่า นำไปผลิตน้ำมันปาล์มสำเร็จรูปได้เท่าใด นอกจากนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังสั่งการว่า ในอนาคตการส่งออกและนำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก กนป.ทุกครั้ง เพื่อป้องกันน้ำมันปาล์มในประเทศขาดแคลนซ้ำ
ต่อมาเวลา 11.00 น. พ.อ.ชัชนันท์ เชื้ออำนาจ หัวหน้าส่วนสืบสวน สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินทางไปตรวจสอบการขายน้ำมันปาล์มในตลาดยิ่งเจริญ ห้างบิ๊กซี และห้างเทสโก้ โลตัส สาขาสะพานใหม่ แล้ว เปิดเผยว่า ในตลาดยิ่งเจริญไม่มีน้ำมันปาล์มขายเลย แต่ในซุปเปอร์ฯของตลาดยิ่งเจริญมีวางอยู่ 7 ลัง และอีก 132 ลัง ในสต๊อกเพื่อส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารในตลาดยิ่งเจริญ ส่วนในห้างบิ๊กซีและห้างเทสโก้ โลตัส สาขาสะพานใหม่ พบว่ามีน้ำมันปาล์มยี่ห้อเกสรและหยกวางจำหน่ายในชั้นของห้างเต็ม ผลการตรวจสอบไม่พบการกักตุน แต่มีข้อสังเกตว่า ทำไมก่อนการประชุมคณะกรรมการปาล์มแห่งชาติ ในห้างไม่ค่อยมีวางจำหน่าย เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีคำสั่งให้นำเข้าน้ำมันปาล์มอีก 3 หมื่นตัน บรรจุขวดฝาสีชมพูขาย เลยมีน้ำมันปาล์มในชั้นวางของห้างเต็มพรึบไปหมด
พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนกรณีการกักตุน น้ำมันปาล์ม กล่าวว่า สำหรับโควตาน้ำมันปาล์มดิบที่นำเข้ามา 3 หมื่นตัน ดีเอสไอได้ตรวจสอบแล้วเป็นบันทึกข้อตกลงด้านการบริหารจัดการที่ทำกันแบบ หลวมๆจึงไม่มีผลพันธะทางกฎหมาย ขณะนี้ดีเอสไอเดินทางไปตรวจสอบบริษัทน้ำมันปาล์มแห่งที่ 9 ที่ได้รับโควตาในจังหวัดชุมพร และแห่งสุดท้ายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะเข้าตรวจสอบในวันพฤหัสฯ คาดว่าอีก 2-3 วัน จะสรุปรายงานต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อไป เบื้องต้นยังไม่พบการกักตุนน้ำมันปาล์ม
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย กล่าวว่า คนที่ต้องรับผิดชอบปัญหาน้ำมันปาล์มโดยตรงคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธาน กนป. ที่ต้องควบคุมปริมาณความต้องการและการผลิตให้สมดุล ไม่ใช่โทษแต่กระทรวงพาณิชย์ฝ่ายเดียว ส่วนมติ กนป.ที่ออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. มองว่าไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น และไม่จำเป็นต้องนำเงินภาษีของประชาชนกว่า 200 ล้านไปจ่ายชดเชยอะไร เพราะในเดือน มี.ค. ปาล์มสดก็ออกมาตามฤดูกาล มีน้ำมันปาล์มออกมามากมายโดยไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องรีบแสดงฝีมือแก้ไขคือ การทำให้ราคาสินค้าที่ขึ้นราคาไปแล้วจากการปั่นราคาของรัฐบาลกลับมาอยู่ที่ เดิม ถึงจะแก้ความเดือดร้อนของประชาชนได้
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า การประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการทำงานรัฐบาล (คตร.) พรรคเพื่อไทย พูดถึงมติของคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติที่ออกมาล่าสุดว่าเป็นไป ตามคาด รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชน ได้ แกล้งโง่เพื่อหาเงิน เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย จงใจเอื้อประโยชน์ นอกจากนักการเมือง "ส.-พ.-อ." แล้ว ยังมี 5 เสือพ่อค้าที่คนในวงการน้ำมันปาล์มรู้จักกันดีอีกด้วย เรียกว่ารวยกันสะดือปลิ้น หลังคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีมติออกมาแบบตั้งธงมาก่อน วันนี้ประชาชนผู้บริโภคน้ำมันปาล์มถูกหลอกทั่วประเทศ เป็นละครที่คนในรัฐบาลสร้างขึ้นหวังที่จะได้ทั้งเงินทั้งกล่อง วันนี้จากที่ทะเลาะกันก็เคลียร์กันจบ โดยประชาชนเป็นผู้รับกรรม เงินที่รัฐบาลเอาไปชดเชยก็คือภาษีของประชาชน เรียกว่า ครม.สวาปาล์มคอนเน็กชั่น
Subscribe to:
Posts (Atom)